Mind Cyber
แหล่งสอนธรรมะ ออนไลน์
สำหรับผม ผมมักจะเป็นห่วง สิ่งที่ผมเองไม่สามารถหยุดยั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ ได้ แต่ผมมีความคิดอย่างหนึ่งคือ ถ้าใครสักคน มีหลักในการดำเนินชีวิต อย่างน้อยผมขอเป็นเม็ดฝน ที่จะรดให้ต้นไม้ของสังคมนี้ มีความชุ่มช่ำขึ้นมาบ้าง ถ้าหยดฝนนี้ จะช่วยได้ผมก็ยินดีครับ
ปัจจุบันเรามัวแต่คิดถึง แต่เรื่องของตัวเอง เราไม่เคยมองคนรอบข้าง มองการเปลี่ยนแปลง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมจะพยายามเก็บสิ่งเล็ก ๆ ที่ผมเอง ไม่รู้ว่า จะเก็บมันได้นานสักแค่ไหน เรื่องของคนที่เป็นห่วงสังคม online ปัจจุบัน เราเริ่มรู้จักสิ่งต่าง ๆ ง่ายขึ้น จนเราไม่รู้คุณค่าของการเก็บรักษา มองสังคม online ให้เกิดคุณค่ากันนะครับ

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าความเป็นกลางนั้น เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมและความสงบสุข ถ้าหากทุกคนคิดและทำอะไรในลักษณะที่เป็นกลาง ไม่อคติลำเอียงแล้ว ความเดือดร้อน วุ่นวายทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะผู้พิพากษาในโอกาสที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ครั้งแรก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต วันพฤหัสบดีที่ ๔ กันยายน ๒๕๒๙ “……ความเป็นกลาง นั้น อาจจะใช้คำว่าอุเบกขาก็ได้ แต่อุเบกขาโดยมากไปถือว่าเป็นความ นิ่งเฉย เป็นความไม่รับรู้ หรือเป็นความเรียกว่าความโง่ด้วยซ้ำ แต่ความจริงคำว่าอุเบกขาหรือความเป็นกลาง ไม่ได้หมายความว่านิ่งเฉย หรือไม่รับฟังใดๆ ตรงกันข้ามจะต้องรับฟัง แต่วิธีรับฟังนั้นทั้งฟัง ทั้งดู ทั้งรู้สึก อะไรจะต้องรู้ต้องฟังต้องดู แล้วนำสิ่งที่ฟังนั้นมาพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างที่เรียกว่าเป็นกลาง…..” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า แต่ว่าในคนทุกคนมีสิ่งที่สำคัญคือ ไม่เป็นกลาง เพราะว่าโดยมากคนเราก็ต้องเข้าข้างตัวเอง ด้วยความไม่รู้ก็ตาม หรือด้วยความไม่ตั้งใจก็ตาม แม้แต่ความรู้ของตัว เช่น วิชาความรู้ที่มีอยู่ในตัวบางทีไม่ถูกก็ได้ เพราะว่าไม่ถูกกับสถานการณ์นั้นๆ จึงต้องทำจิตใจให้เป็นกลาง หมายความว่าเป็นกลางนี้ จะต้องฟังจะต้องคิดและจะต้องปราศจากอคติ “……อคติ นี่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ทำให้คนเราทำความผิดหรือผิดพลาดได้ง่าย เพราะว่าอคตินี้เป็นการไปที่ไม่ถูก หมายความว่าเวลาเราเจออะไร ฟังอะไร จะไปตามเหตุการณ์นั้นทันทีโดยไม่พิจารณา ถ้าหากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า มันเป็นทางที่ควรไปหรือไม่ควรไป คำว่า ไปนี้ก็ไม่ใช่ว่าเดินไป แต่หมายถึงเดินขบวนทางความคิดไปในทางที่ไม่ถูก อคตินั้นก็มาจากหลายอย่าง มาจากกิเลสต่างๆ ที่มีคือความโลภ ความโกรธ ความกลัว หรือความไม่รู้ ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ…..”
แหล่งที่มา : http://www.thaisnews.com/

บทความ สาระ ธรรมะ น่าอ่าน
ชีวิต นี้ต้องการอะไรกันแน่ ลองถามตัวเองดูว่า ชีวิตนี้….เราต้องการอะไร เพราะตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยหยุดนิ่ง เราเล่าเรียน รับปริญญาทำงาน มีครอบครัว เราทำทุกสิ่งทุกอย่าง เราวิ่งไปวิ่งมาเสมอ แม้ในวันนี้….เราก็ยังวิ่งไปวิ่งมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเราต้องการอะไร กันแน่ เราไม่เคยเต็มอิ่มในสิ่งที่มี ไม่เคยพอใจหรือหยุดเฉยในสิ่งใดเลย เราต้องการจะกระทำสิ่งอื่น ๆ ต่อไปอีกโดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด การที่เป็นเช่นนี้เราต้องการอะไร ถึงเราจะเพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์ ยศ บริวาร หรือใครจะทำชื่อเสียงให้เราสักเท่าใด เราก็ไม่เคยคิดว่าจะหยุดดิ้นรนขวนขวายเพียงเท่านั้น เรายังกระเสือกกระสนดิ้นรนต่อไปอีก ไม่มีวันสิ้นสุดลองนึกภาพย้อนหลังดูให้ดี เมื่อเรายังเล็กเป็นเด็กน้อย เราต้องการอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกับเราที่ต้องการในบัดนี้ ครั้นเป็นหนุ่มสาว ต้องการต่างจากเมื่อเป็นเด็กไปอีกอย่างหนึ่งครั้นเมื่อมีอายุเป็นผู้ใหญ่ วัยกลางคนเราเปลี่ยนความต้องการไปอีกอย่างหนึ่ง กระทั่งเราเป็นคนสูงอายุ เราก็เปลี่ยนความต้องการอยู่เสมอและหากว่า….เราสามารถมีอายุยืนยาวเป็น พันเป็นหมื่นปีได้จริง ๆเราก็คงต้องเปลี่ยนความต้องการของเราต่อไปในทุก ๆ ช่วงของชีวิตอย่างไม่มีวันสิ้นสุดเป็นแน่….ลองย้ำถามตัวเองดูว่า…. ชีวิตนี้….เราต้องการอะไรกันแน่
แหล่งที่มา : http://www.mindcyber.com/content/index.php?action=cat&catid=2
ขอขอบคุณ : http://www.dungtrin.com/
ถามตัวเองว่า …เรากำลังทำอะไรอยู่!!! ท่องไว้ สติ เราอ่านธรรมะ บทหนึ่ง เราได้อะไรดี ๆ กลับมา…
รักในสิ่งที่ทำ
ในวันที่ชีวิตกำลังสับสนว่าสิ่งที่ทำอยู่ มันดีที่สุด สำคัญที่สุด
มีคุณค่าความหมายกับชีวิตที่สุดจริงๆ หรือเปล่า
หรือแท้จริงแล้วชีวิตยังต้องการอะไรมากกว่านี้อีก
ยังต้องการสิ่งที่เหนือกว่าสิ่งเป็นอยู่
เพื่อตอบสนองความสุขทางใจ
ยังต้องการนั่นโน่นนี่ เพื่อก้าวกระโดดไปให้ไกล
จากจุดที่เรารู้สึกว่ามันน่าเบื่ออีกใช่ไหม
เพราะบางทีสิ่งที่ทำอยู่ก็ไม่ได้ท้าทายชีวิต
ให้สนุกมากไปกว่านี้อีกแล้ว
เลยทำให้เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ทำให้เราฝันฟุ้งไปไกลเกินกว่าจะพอใจในจุดจุดเดิม
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อคำตอบคือ เราก็ยังต้องอยู่กับความเป็นจริง
ยังต้องอยู่กับสิ่งที่เป็น สิ่งที่ทำ และสิ่งเดิมๆ
ที่เรายังต้องเรียนรู้ต่อไป
ชีวิตเลยไม่มีความสุข อึดอัดใจ ไม่สบายเนื้อสบายตัว
อยู่ก็อยู่เพื่อผ่านพ้นไปวันๆ ทำในสิ่งที่ต้องทำ
ก็สักแต่ทำๆ ไปให้สิ้นเรื่องราว
อย่าทำบ้านให้แข็งแรงกว่าพื้นฐาน
จงทำพื้นฐานให้แข็งแรงกว่าบ้าน
รัก ที่จะใส่ใจในรายละเอียด
รัก ที่จะเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับสิ่งๆ นั้น
รัก ที่จะทำก่อนไม่มีโอกาสได้ทำ
ลองรักในสิ่งที่ทำ เห็นคุณค่า
นี่คือโอกาสดีที่เราจะได้พิสูจน์ตัวตน
พิสูจน์ความสามารถที่มีอยู่
แต่ไม่พยายามนำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อย่ามัวแต่ต่อต้านมากกว่ายินดีต้อนรับ
อย่ามัวแต่นับวันรอให้ตัวเองหลุดพ้น
มากกว่านับวันตั้งตารอความสำเร็จจากสิ่งที่ทำอยู่ …..
ที่มา : http://www.chongter.com/




















