คงได้เข้าไปกรุงเทพอีกแล้วครับ รู้สึกว่าล่าสุด เคยเข้าไปสัมภาษณ์งาน แต่ไม่ติด ฮ่า ๆ แต่ไปเที่ยวนี้ ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ครับ บอกตามตรงว่าอยากทำงานในด้านที่ตัวเองรักมาก ๆ และอยากเรียนเพิ่มเติมมากครับ แต่ด้วยทุก ๆ อย่างบังคับอย่างแรก
1. ครอบครัวต้องมาที่ 1 เลยเลือกที่จะไม่ขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพ แต่ครั้งก่อนเคย ตะลอน ๆ หางานในกรุงเทพมาหลายที่ แต่ยังไม่มีใครเห็นฝีมือครับ
2. พูดไม่ค่อยเข้าหูกรรมการครับ อย่างหนึ่งที่เป็นข้อเสียของผมคือ การพูดการจาครับ เค้าว่ากันว่า พูดแล้วคนไม่ค่อยเข้าใจ
ผมเคยมีความตั้งใจมากสำหรับงานที่จะไปสมัครงานหนึ่ง มั่นใจเราทำได้ ผลออกมาไม่ได้ ผิดหวัง เริ่มท้อ มันเกิดขึ้นครั้งที่ 2 เพราะครั้งแรกได้เกิดขึ้นสมัยเรียน ไปสอบมั่นใจมากว่าตัวเองต้องสอบติด เพราะทำข้อสอบได้ทุกข้อ
เรื่องงานของตนเองวางไว้ก่อน เรื่องที่พูดถึงคือ “ความก้าวหน้าในงาน”
เพราะการอบรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานที่ทำก้าวหน้า พัฒนางานของตนเองมากขึ้น แต่ตามความคิดผม ผมว่าคนที่หน้าที่การงานก้าวหน้ามีอยู่ 2 ประเภท คือ
1. ก้าวหน้าด้วยวุฒิความสามารถของตนเอง
2. ก้าวหน้าเพราะความสามารถของผู้อื่น
อย่างแรก อันนี้ไม่ต้องไม่พึ่งใบบุญใครครับ ความสามารถเราเข้าตากรรมการ มีผู้มองเห็น ทุกครั้งที่ทำงานใดสักอย่าง ได้ผลที่น่าพอใจ คนพวกนี้ไม่ค่อยพูดครับ ทำอย่างเดียว ใครมายัดเยียดตำแหน่งงานให้ ก็ไม่ค่อยจะสนใจครับ ถ้าเขาได้ทำในสิ่งที่เค้ารัก
อย่างที่สอง อันนี้อาศัยการพูดการจา เป็นสำคัญครับ ความสามารถ ไม่ต้องเก่ง ก็ก้าวหน้าได้สบาย ๆ อ่อ อีกอย่าง คนพวกนี้ชอบเข้าสังคมครับ ยิ่งได้คุยกับคนที่ตำแหน่งหรือหน้าที่การงานโตกว่า พี่ท่านจะพูดว่า ได้ครับผม เดี๋ยวผมจัดการให้เลยครับ ใครเห็นใครก็รักครับ เหมือนจะดีเลยใช่ไหมครับ พวกนี้อนาคตสดใสกว่า พวกแรก และรู้สึกว่าสังคมของเราจะมีคนพวกนี้อยู่มากครับ
ผมไม่ได้จะบอกว่าสังคมนี้ไม่มีคนดี แต่จะบอกว่าสังคมนี้มีคนดีน้อยมาก ที่เหลือนอกนั้น เค้ามักเรียกตัวเองว่า “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด”
ผมเขียนมาถึงตอนนี้ เริ่มนึกได้ว่า พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ว่า ทุกอย่างให้เดินทางสายกลาง เราคนเดียวไม่สามารถทำให้ใครสักคนเป็นคนดีได้ แต่ถ้าพวกเราหลายคนช่วยกัน เราจะได้คนดีกลับมาอีกมายมายในสังคมนี้
***เลือกอ่านแต่สิ่งดีๆนะครับ***