ทำไม ต้องทำไมด้วยล่ะ?!

Archived in the category: Personal
Posted by admin on 02 Jul 08 - 0 Comments

ผมมักจะโดนลูกสาว ถามเสมอว่า ทำไม แล้วทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ผมว่าจริง ๆ คำถามทุกคำถามต้องมีเหตุผลเสมอ ไม่ว่าอย่างไร  ส่วนที่ผมจะตอบลูกว่าทำไม ผมต้องหาเหตุผลมาเสมอ

ขอบคุณรูปจาก : http://gotoknow.org/file/tanin_hong_sa

แต่ด้วยการที่ เด็กกับผู้ใหญ่ รับรู้มาต่างกัน สิ่งนั้นเคยเห็น สิ่งนั้นไม่เคยเห็น นี่ล่ะผมว่า ทำไม เราจึงต้องหาเหตุผลกัน บางครั้งผมแปลกใจในคำถามของลูกมาก เพราะสิ่งที่ถาม คือสิ่งที่เราเคยประสบพบมา เคยเห็นว่า แต่ถ้าเป็นในสถานการณ์ ของเราตอนเป็นเด็กตอนนั้น โลกความคิดของเด็กอย่างผมเองยังแคบมาก เราจะนำเหตุผลในสมัยอดีต มาสอน มาบอกเล่าเหตุผล คงไม่ใช่ โดยมาก เมื่อผู้ใหญ่ ไม่มีคำตอบให้กับคำถาม ว่าทำไม ถ้าสำหรับคนไม่มีเหตุผลหน่อยก็จะดุ ถามอะไรไม่เข้าเรื่อง

สำหรับผม คำถามของเด็กทุกคำถาม ควรมีคำตอบ และเหตุผลเสมอ ไม่ว่าถูก หรือผิด เพราะเค้าถามด้วยความเดียงสา ยังไม่รู้ ยังไม่ภาษา ยังไม่เข้าใจ ผมเชื่อนะครับว่ายังมีผู้ใหญ่หลายคน มีนิสัยลักษณะนี้

สรุปว่า เราอย่าหาเหตุผลดีกว่า ว่าทำไม แล้วต้องทำไมล่ะ ก็เมื่อตัวเองเอง ยังต้องตั้งคำถามนี้บ่อย ๆ เหมือนกัน ผมว่าก็พอ ๆ กับเด็กถามนั้นล่ะมั้ง คือ ถามตัวเองว่าทำไม???!!!

แป็ป ๆ ใกล้จะ 35 แล้วซิเรา

Archived in the category: Personal
Posted by admin on 28 Jun 08 - 0 Comments

ผมจะรู้สึกจะไม่ค่อยสบายใจ เสมอ เมื่อมองที่อายุของตัวเอง ผมว่า ผมเองพลาดโอกาสสำคัญ ๆ ในชีวิต หลาย ๆ อย่าง เช่น โอกาสในการศึกษา โอกาสในการเข้าทำงานในสิ่งที่รักที่ชอบ

มันเป็นเพราะผมไม่มีความพยายามก็ไม่ใช่ ผมพยายามมาตลอดเพื่อทำสิ่งที่รัก ให้ได้รับประสบการณ์ทางด้านโปรแกรมมิ่ง ให้มากกว่านี้ แต่มันไม่ใช่กับสังคมปัจจุบันครับ print เอกสาร ส่ง email สุดยอดครับของงานโปรแกรมเมอร์

จริง ๆ งานประเภทนี้ ก็สบายนะครับ สำหรับคนอายุ ประมาณนี้ เพราะถือว่าไม่ใช่เครื่องจักร อีกต่อไป ที่ต้องก้มหน้า ก้มตา เคาะแต่แป้นคีย์บอร์ดอย่างเดียว ผมว่า คนที่วัน ๆ นั่งอ่านแต่ email ก็มีแต่ระดับผู้บริหารน่ะครับ

แต่เอะ นี่แค่พนักงานนี่ เงินเดือน เงินดาวน์ ก็ยังน้อยเหลือเกิน ไอ้ว่าจะรับงานนอกก็ ยังไกลเหลือเกินครับ บางทีมีงานเข้ามา แต่ไม่มีเวลาที่จะทำเสียนั้น อีกอย่าง ความรู้ส่วนหนึ่งได้หายไปพอสมควรแล้ว กับอายุ ประมาณนี้ จริง ๆ แล้ว ผมว่าผมน่าจะนั่งบริหารโปรเจ็คไปตั้งนานแล้ว ถ้าตัวเองขยันสักนิด เห็นไหมล่ะว่า เราได้เสียโอกาสพัฒนาสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองไปเสียขนาดไหน

ผมไม่อยากให้คนใหม่ ๆ ต้องมานั่งคิดได้เมื่อสายไปแล้ว เมื่อมีโอกาสดี ๆ อย่าปล่อยให้พลาดเสียล่ะ แล้วจะหาว่าผมไม่บอก 555

ลองมาคิดดูว่าแล้ว ผมเองในอดีต 1 ชั่วโมงที่เรานั่งเล่นเน็ต (สมัยเรียน chat อย่างเดียวเลย) หาสาว ๆ คุยด้วย แล้วถ้าใครได้คุยกับสาวแล้วได้เบอร์โทร ได้ email แล้วล่ะก็ ไม่จบครับ จะเป็นลักษณะนี้ตลอด ติด ๆ กันหลายๆ วัน จะติดอะไรนักหนาว่ะเนี้ย คิดตอนนี้ ตอนนั้นไม่คิดหรอกครับ

แต่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องไม่ดี ไม่สร้างสรรค์นะครับ กลุ่มเพื่อน ๆ ที่รักเขียนโปรแกรม เขียนเกมส์ ซ่อมเครื่อง ก็มีนะครับ แต่เราดันไม่เอาถ่านเสียนั้น ในตอนนั้น ถ้ารู้จักคิดสักหน่อย ตอนนี้ก็คงจะมี คู่แข่งที่น่ากลัว ของ microsoft และ google ไปแล้ว แม๋นึกแล้วมันเสียดายจัง

ผมมักพบเสมอ ๆ ว่า คน ระบบการทำงานของระบบหนึ่งระบบ ต้องเจอกับปัญหา การทำงานซ้ำซ้อนกันอยู่เสมอ ๆ คงไม่มีระบบกลไกใดมาวิเคราะห์การทำงานของคนได้ ยิ่งส่วนที่ลึกลงไปในจิตใจ

แต่ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์แล้วเราสามารถลดการทำงานซ้ำซ้อนได้ด้วย กลไกทางด้านการจัดการ เช่น นำซอฟต์แวร์มาจัดการสิ่งที่ทำซ้ำซ้อน และจัดให้เป็นระเบียบได้ง่าย

แต่เมื่อใดกลไกเหล่านี้ ก็อาศัยการคิดจัดการโดยคน มาช่วยแล้วความเป็นมาตราฐานจะหมดไปทันที เพราะยังไง ๆ แล้วความคิดของคนเรา จะสลับซับซ้อน จึงทำให้ระบบที่เราใช้จึงไม่เคยพอดี ต้องขาดบ้าง เกินบ้าง ทำไม ไม่มีอย่างนี้ ไม่มีอย่างนั้น…..

ระบบส่วนใหญ่ จึงออกแบบและวิจัย จากคนกลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อที่ว่าจะได้ครอบคลุมให้ได้ระบบที่ดีมากที่สุด แต่ผมเคยได้ยินมาจากไหน นะว่าไม่มีระบบใดที่ดีที่สุด

วันนี้ผมจึงมักจะเห็นปัญหาเหล่านี้ ซ้ำ ๆ เดิม ๆ ถึงผมจะอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่เป็นระบบจัดการที่มีคุณภาพ ผมก็ไม่อาจหนี ปัญหาคนที่ซ้ำ ๆ เดิมๆ ได้

ผมว่านะ ตราบใดที่คนเรา ต่างคนต่างอยู่ เลือกแต่ความคิดตนเองเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับความคิดอื่นๆ ยังมีอคติ ไม่ปล่อยวาง แค่ลองยอมเสียสละบ้าง ให้บ้าง(อย่ารับเพียงอย่างเดียว) สิ่งนี้สร้างความสุขได้ง่ายๆ !!!

ผมมาคิดแล้วว่า ปัญหาเหล่านี้ ง่ายนิดเดียวเลยครับ คือ เริ่มต้นที่ตัวเอง ปัญหาเกิดจากคน ก็ต้องปรับที่คน ลองทุกคนคิดอย่างนี้นะครับ รับรองได้ว่า ระบบสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ สู้คนไม่ได้หรอกครับ เมื่อคนเราทำงานเป็นระบบ ทุกอย่างมีขั้นมีตอน คอมพิวเตอร์มีส่วนช่วยน้อยมาก ที่เหลืออยู่ที่เราแล้วครับ

ทุกอย่างมีทางเลือก ทางออกเสมอครับ…

ถ้าไม่มีอะไรจะเปรียบ ลองเปรียบกับต้นไม้ ครับ ส่วนต่างๆ ต่างทำหน้าที่ของมัน ขาดซึ่งส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้ ต้นไม้จะไม่เจริญเติบโต หรือ การทำงานของสิ่งหนึ่งสิ่งใดบกพร่อง ต้นก็จะแคระ (ไม่แข็งแรง ไม่มั่นคง) เมื่อต้นไม้ไม่แข็งแรง เกิดพายุ ล้มโค่นได้ง่าย สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ ถ้าเกิดปัญหาแล้ว กระทบกระเทือน อย่างอื่นไปด้วย อย่างน้อยก็ไม่มีไม้จะสร้างบ้าน เมื่อไม่มีบ้าน ประชากรก็ไม่มีที่อยู่ เมื่อไม่มีที่อยู่ ประเทศก็ไม่เจริญพัฒนา เห็นไหมล่ะ มันเกี่ยวกันยังไง(แล้วเกี่ยวกันไหมเนี้ย แค่ต้นไม้เพียงต้นเดียว)

ขอบคุณภาพจาก dusithost.dusit.ac.th

คงไม่เก่าเกินไป ที่จะบอกว่า คนเริ่มสนใจเขียน Blog กันมากจริง ๆ ครับ บริการเว็บจัดเก็บวัดสถิติ หรือ search blog จึงเกิดขึ้นตามมาด้วย

จากเรื่องเล่า ดี ๆ น่าสนใจ คนอ่านสนใจ(เมื่อก่อนอยู่ในหนังสือ 1 เล่ม ) ปัจจุบันถูกจัดเก็บเป็น blog จัดรูปแบบสีสันให้น่าอ่าน บางที่อ่านฟรีบ้าง (หรือจะมีสักที่คิดอยากทำเป็นหนังสือปิด) อ่านได้สำหรับสมาชิกเท่านั้น หรือ เสียเงินเพื่อซื้อสมาชิก เชื่อแน่ต้องมี เมื่อนักเขียนมีคุณภาพในการสร้างเรื่องราวที่ดีๆ

ที่ยังเป็นไปได้ยาก ก็เพราะปััจจุบันเนื้อหา สิ่งเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ฟรี อิสระ เปิดเผย ผมเข้าใจว่าคงไม่มีใครคิดจะเก็บเงินในการจะให้ใครสักคนมาอ่านเรื่องราวของตนเอง เพราะความคิดต้องมีสิ่งที่ต่อยอดความคิดเสมอ

สังเกตจาก blog หลายๆ ที่ ที่ผมเข้าไปอ่าน แล้วมีความคิดที่ขัดแย้งกัน บางครั้งจบแบบไม่ลงเอย ก็มี ทิ้งไว้แค่รอยทาง ปมขัดแย้ง ผมเลยเข้าใจไปเองว่า ไม่มีเรื่องใด ดีไปกว่ากัน(จะนำออกมาขายอย่างหนังสือคงมิได้) ต้องมีการโต้ตอบกันอย่างคนมีเหตุมีผล และจบกันอย่างสมเหตุสมผล

ผมจึงมองว่าการเขียน Blog มันดีตรงนี้ล่ะ และมันเป็นการดีมากหาก สิ่งที่โต้เถียงกันเหล่านี้ถูกเก็บไว้เป็น Log เผื่อ ๆ ไม่จบกัน มีตามไปแก้แค้นกันได้(แก้แค้นกันทางความคิดนะครับ) รู้ตัวผู้ต้องหา ผู้ร่วมโครงการทั้งหมด

โดยมากแล้ว ผมว่าคนแพ้คงไม่ยอมง่ายๆ ผมเลยอยากให้สิ่งเหล่านี้ จบลงด้วยความขัดแย้งทางความคิดเท่านั้น ขออย่าได้ลงเอยด้วยกฎหมาย หรือความบาดหมาง ปองร้าย ซึ่งกันและกันเลยครับ

แล้วสังคมนี้ จะมีเรื่องราวฟรี ๆ น่าอ่านไปอีกนาน โดยไม่มีกฎหมายมาเป็นตัวกลางในการตัดสินปัญหา และการเข้าถึงข้อมูลเลยครับ…

วันนี้ผมทำงานเช้าอีกแล้วครับ สงสัยเมื่อคืน ดื่มหนักไปหน่อย ตั้ง 1 กระป๋องน่ะ เลยมึน ๆ งง ๆ (ล้อเล่นน่ะ ใครจะเมาเบียร์ 1 กระป๋อง) ก็เมื่อวานว่าจะไปนั่งจิบเบียร์สดสักหน่อย พอดี พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ office เค้านัดกันปาร์ตี้ ครับ หลังจากทำงานมาหนัก ๆ ใคร ๆ ก็อยากพักกันทั้งนั้นหล่ะครับ รวมทั้งผมด้วย คนทำงานย่อมต้องหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่างกายคงจะไม่บอบซ้ำเท่าไร

จริง ๆ แล้วผมเป็นคนดื่มแล้ว ต้องเมากันข้างหนึ่งครับ ติดนิสัยนี้ มาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้

ตอนนี้ลองมานึกดูแล้ว ถ้าเราดื่มมาก ผมว่าสมองที่ใช้ในการคิด บางครั้งมันเบลอ ๆ งง ๆครับ ไม่มีสิ่งที่ดีเอาเสียเลย แต่ก็ไม่เคยคิดจะเลิกครับ ฮ่า ๆๆๆ

ผมว่า ถ้าเราเลิกมันไม่ได้ ก็เอาแค่ดื่มแค่พอสนุก ๆ แค่นี้น่าจะพอ ไม่หนัก ไม่เมา จนเกินไป ดื่มแบบฝรั่งข้างบ้านก็ดีนะครับ(พอดีหมู่บ้านที่ผมอยู่ ชาวต่างชาติอยู่กันเยอะน่ะครับ) เอาความสนุก มากกว่าที่จะเมามาย ไร้สติ วันนี้ขอยกแก้วให้กับนักดื่มทุกคนครับ

The one หมื่นรู้ มิสู้ปล่อยวาง

Archived in the category: Personal
Posted by admin on 13 Jun 08 - 0 Comments

เชื่อหรือไม่ว่า คำพูด แค่ประโยคเดียว ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ในสังคมนี้มากมาย ขอเผยแพร่สิ่งดี ๆร่วมกัน ครับ

เนื่องจากที่มาของเรื่องนี้ ได้มาจาก email เลยไม่ทราบว่าเป็นเรื่องของใคร จากหนังสือแห่งใด และนำมาทำเป็นการ์ตูนโดยใคร และใครเป็นผู้คิดสร้างวิถีแห่งความคิดดีๆ นี้ขึ้นมา ผมเชื่อเหลือเกินว่า คงมีหลายคนสงสัยเหมือนผม แนวคิดสมัยนี้ เกิดขึ้นได้น้อย หากผู้คิดไม่ใช่นักปราชญ์ หรือผู้ที่สว่างในทางธรรมจริง ๆ

ผมตาม link เรื่องนี้ ได้มาประมาณนี้ครับ

http://www.chongter.com/webboard/index.php

http://www.littlecatzhome.net/chongter/Articles/general/TheOne/theone.htm

ศึกษาธรรม มุ่งให้เกิดปัญญาครับ ในสังคมนี้ ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายครับ